ผัก ผลไม้ คนที่เป็นโรคไตควรหลีกเลี่ยง เสี่ยงเป็นโรคไตวาย

การเกิดภาวะ ไตวายเฉียบพลัน เกิดได้หลายสาเหตุ โดยหลักๆ มาจากสภาวะของร่างกาย เช่น การเสียเลือดจำนวนมากหรือการติดเชื้อซึ่งนำไปสู่ภาวะช็อก ร่างกายขาดน้ำรุนแรงจากการท้องเสีย ภาวะหัวใจวาย ภาวะไตอักเสบ การอุดตันของทางเดินปัสสาวะ การใช้ยาหรือสารที่มีผลต่อการทำงานของไตโดยใช้อย่างไม่เหมาะสม นอกจากนี้การรับประทานอาหารบางชนิดในปริมาณที่มากเกินไปหรือปรุงไม่เหมาะสมสามารถทำให้เกิดภาวะ ไตวายเฉียบพลัน ได้

1.มะเฟือง

ผลไม้ที่มี ออกซาเลต (Oxalate) สะสมอยู่เป็นจำนวนมาก โดยมะเฟืองชนิดเปรี้ยวจะมีออกซาเลตมากกว่าชนิดหวาน 4 เท่า พบรายงานการเกิดภาวะไตวายเฉียบพลัน เนื่องจากการนำมะเฟืองไปทำน้ำผลไม้ หากได้รับออกซาเลตในช่วงท้องว่างร่างกายจะดูดซึมได้มากขึ้น โดยออกวาเลตจะจับตัวกับแคลเซียมที่อยู่ในไตเกิดเป็นผลึกนิ่ว หากเกิดจำนวนมากหรืออุดตันในเนื้อไตและท่อไต อาจทำให้เกิดภาวะ ไตวายเฉียบพลัน ได้ ซึ่งอาหารชนิดอื่นๆ ที่มีออกซาเลตมากกว่า 300 มก. เช่น ผักโขม บีทรูท มันสำปะหลัง เผือก อัลมอนด์ โกโก้

วิธีลดการได้รับออกซาเลต

-หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีออกซาเลตสูงเป็นประจำ ควรเลือกรับประทานแบบสดไม่ควรคั้นน้ำ และควรดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ เพื่อลดความเสี่ยงเกิดนิ่วในไต

-รับประทานอาหารที่มีออกซาเลต พร้อมกับอาหารที่มีแคลเซียม เช่น นม โยเกิร์ต เพื่อให้เกิดการจับตัวกันตั้งแต่ในระบบทางเดินอาหาร ช่วยลดการดูดซึมไปที่ไตได้

-การแปรรูปและปรุงประกอบอาหาร เช่น การดองและการนำไปต้ม หรือผ่านความร้อน ช่วยลดออกซาเลตได้

2.เชอร์รี่

เป็นผลไม้ที่มีโพแทสเซียมสูงและมีสรรพคุณช่วยระบาย แต่ก็มีสารที่เป็นพิษอยู่ในเมล็ด คือ “ไฮโดรเจนไซยาไนด์” รวมถึง แอปเปิ้ล แอปิคอท เมื่อเคี้ยว บด ตัวเมล็ดจะสร้างสารนี้ขึ้นโดยอัตโนมัติ ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ สับสน วิตกกังวลและอาเจียน และหากรับประทานในปริมาณมากอาจทำให้มีปัญหาเรื่องหัวใจและความดันโลหิต ทำให้ไตวาย ชักและเสียชีวิต ซึ่งนอกจากผลไม้ 3 ชนิดนี้ ยังมีพืชที่มีสารไซยาไนด์ปริมาณมาก หากไม่ได้ปรุงประกอบอย่างเหมาะสม เช่น มันสำปะหลัง ข้าวฟ่างดิบ สะตอ ผักหนาม ผักเสี้ยน เป็นต้น

วิธีลดการได้รับสารไซยาไนด์

-การแปรรูปโดยการดอง หรือปรุงประกอบด้วยการลวกหรือต้มให้สุก จะช่วยกำจัดพิษได้

-เชอร์รี่ แอปเปิ้ล แอปิคอท ควรรับประทานเฉพาะเนื้อ หรือเลือกรับประทานผลไม้ชนิดอื่นให้หลากหลาย

3.ลูกเนียง

เป็นพืชที่นิยมรับประทานกันโดยเฉพาะทางภาคใต้ สารที่ก่อให้เกิดพิษ คือ “กรดเจ็งโคลิค” เป็นสารที่เกิดจากกรดอะมิโนที่มีกำมะถันสูง มีรายงานว่าปริมาณที่ทำให้เกิดพิษคือตั้งแต่ 1-20 เมล็ด (ในฝักใหญ่มีประมาณ 10-14 เมล็ด) โดยมีเพียงบางรายเท่านั้นที่เกิดพิษ และมีอาการภายใน 2-14 ชั่วโมงภายหลังรับประทาน มีอาการปวดบริเวณขาหนีบ ปัสสาวะลำบาก ปัสสาวะมาก บางรายไม่มีปัสสาวะ ปัสสาวะขุ่นหรือปัสสาวะเป็นเลือด บางรายมีอาการปวดท้องแบบเกร็ง ปวดท้องน้อย และปวดหลัง อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ความดันโลหิตสูง ปัจจัยที่ทำให้เกิดพิษได้เพิ่มขึ้น เช่น ดื่มน้ำน้อย รับประทานเมล็ดดิบ เป็นผู้ป่วยที่มีโรคไตเรื้อรัง

วิธีลดการได้รับกรดเจ็งโคลิค

-การนำลูกเนียงมาหั่นแผ่นบางๆ ตากแดด หรือต้มในน้ำที่ผสมเบคกิ้งโซดา 10 นาที จะสามารถลดกรดเจ็งโคลิคได้ประมาณครึ่งหนึ่ง

4.หญ้าไผ่น้ำ

เป็นพืชที่มีสรรพคุณช่วยบำรุงไต ขับปัสสาวะ ลดการอักเสบของทางเดินปัสสาวะ บำบัดอาการต่อมลูกหมากโต บรรเทาอาการบวม แต่สรรพคุณดังกล่าวไม่เหมาะกับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง เพราะอาจทำให้ไตทำงานหนักมากขึ้น ร่างกายเกิดภาวะขาดน้ำรวมถึงโซเดียม ทำให้เกิดภาวะ ไตวายเฉียบพลัน แทรกซ้อนได้ นอกจากหญ้าไผ่น้ำยังมีสมุนไพรอื่นที่มีฤทธิ์ขับปัสสาวะเช่นเดียวกัน ได้แก่ หญ้าหนวดแมว กระเจี๊ยบ ว่างหางม้า เป็นต้น

ในกรณีมีโรคประจำตัวเป็นโรคไตเรื้อรัง ควรระวังการเลือกรับประทานอาหารและสมุนไพรต่างๆ เนื่องจากต้องควบคุมแร่ธาตุในเลือด

-น้ำลูกยอ อาจทำให้มีภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูงได้ ซึ่งจะทำให้เกิดหัวใจเต้นผิดปกติตามมา

-ต้นอ่อนข้าวสาลี น้ำมันรำข้าว จมูกข้าว เกสรดอกไม้ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีฟอสเฟต หรือวิตามินดี ทำให้มีภาวะฟอสฟอร้สในเลือดสูงได้ ซึ่งในระยะยาวยังมีผลเสียต่อกระดูกและหัวใจ

สารตกค้างในอาหาร ภัยเงียบที่ควรระวัง

นอกจากอาหารที่แนะนำมาแล้ว สารตกค้างที่ปนเปื้อนในผักและผลไม้ รวมถึงอาหารสำเร็จรูปบางชนิดก็เป็นตัวเร่งทำให้เกิดภาวะ ไตวายเฉียบพลัน ได้ เช่น ยาฆ่าแมลง สารเร่งเนื้อแดง สารกันบูด เนื่องจากสารปนเปื้อนเหล่านี้ทำให้ไตทำงานหนัก และหากสะสมในปริมาณมาก สามารถทำให้เกิดภาวะ ไตวายเฉียบพลัน ได้

 ใส่ใจก่อนรับประทาน ห่างไกลไตวายเฉียบพลัน

การรับประทานอาหาร ผัก ผลไม้ ควรล้างทำความสะอาดก่อนการรับประทานทุกครั้ง และเลือกรับประทานอาหารในปริมาณที่เหมาะสม มีความหลากหลาย ดื่มน้ำให้เพียงพอ เพื่อ สุขภาพ ที่ดี หากต้องการเสริมสมุนไพรต่างๆ ควรปรึกษาแพทย์และเภสัชกรก่อนทุกครั้ง

เกี่ยวกับผู้หญิง

เคล็ดลับสุขภาพ